เรียนอะไรดี ระหว่างฟรีไดฟ์ (Freediving) กับสคูบ้า (Scuba Diving)

ฟรีไดฟ์ สคูบ้า และสน็อคเกิล ต่างก็เป็นกิจกรรมที่ทำให้เราได้สัมผัสความงามของท้องทะเล สัตว์หลากสีสัน ปะการังหลากสายพันธุ์ เหมือนๆ กัน แต่โดยพื้นฐานแล้ว นักฟรีไดฟ์แท้ๆ เลยจะมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาทักษะและความสามารถของนักดำน้ำให้สูงขึ้นด้วย การฝึกฝนจึงเข้มข้นกว่านักดำน้ำสคูบ้าและสน็อคเกิลที่มีเป้าหมายเพื่อชื่นชมธรรมชาติใต้น้ำอย่างเพลิดเพลินเป็นหลัก ส่วนการฝึกฝนและวิธีปฏิบัติใต้น้ำก็มีทั้งสิ่งที่ทำเหมือนกัน และที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ความแตกต่างโดยพื้นฐานของฟรีไดฟ์และสคูบ้า

ฟรีไดฟ์จัดเป็นกีฬา (sport) ซึ่งหมายความว่า เป็นกิจกรรมที่มีการแข่งขัน โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาสมรรถภาพร่างกาย และเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลินใจ ของผู้ร่วมแข่งขัน (และส่วนใหญ่ก็จะรวมไปถึงผู้ชมอย่างเราๆ ด้วยครับ) สำหรับนักกีฬาฟรีไดฟ์ก็จะมีเป้าหมายสำคัญอยู่ที่การพัฒนาความสามารถในการลงใต้น้ำได้ลึกขึ้น หรืออยู่ใต้น้ำได้นานขึ้น

ส่วนการดำน้ำแบบสคูบ้า (Scuba Diving) จัดเป็นกิจกรรมสันทนาการ (recreational activity) ที่มีเป้าหมายเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจหรือสนุกสนานเพลิดเพลินใจเป็นหลัก ส่วนการพัฒนาทักษะหรือสมรรถภาพร่างกายนั้นเป็นเพียงส่วนเสริมที่จะช่วยให้ดำน้ำได้สบายขึ้น ใช้อากาศน้อยลง อยู่ชมธรรมชาติใต้น้ำได้นานขึ้น ซึ่งก็ไม่ได้ต้องการสมรรถภาพร่างกายขั้นสูงแต่อย่างใด

ขอแถมอีกนิด สำหรับการดำสน็อคเกิล (Snorkeling) ก็เป็นกิจกรรมสันทนาการเช่นกัน เพียงแต่ชมอยู่บนผิวน้ำด้วยมุมมองจากด้านบนเป็นหลัก หรือสามารถลงไปชมธรรมชาติได้ที่ความลึกไม่มากนัก และก็ไม่ได้มีเป้าหมายที่การพัฒนาสมรรถภาพร่างกายเช่นเดียวกับการดำน้ำแบบสคูบ้า

ทักษะและอุปกรณ์ดำน้ำ ความเหมือนที่แตกต่าง

การดำน้ำแบบฟรีไดฟ์และสคูบ้ามีคุณสมบัติและวิธีการปฏิบัติหลายอย่างที่เหมือนกัน อาทิเช่น

  • ต้องเคลียร์หู (ear equalization) เหมือนกัน และเทคนิคที่ใช้ในการเคลียร์หูก็เหมือนกัน (มีให้เลือกหลายวิธี)
  • ถ้าใช้หน้ากากดำน้ำ ก็ต้องแก้ไข mask squeeze ด้วยวิธีการหายใจออกจากปอดเข้าสู่หน้ากากเหมือนกัน (ถ้าใช้แว่นตาว่ายน้ำธรรมดาหรือไม่ใช้แว่นหรือหน้ากากดำน้ำเลย ก็ไม่ต้องแก้ mask squeeze)
  • อุปกรณ์พื้นฐาน เช่น หน้ากาก ท่อหายใจ ตีนกบ จะใช้เหมือนกันเลยก็ได้ แต่ถ้าจะให้ดี นักดำน้ำฟรีไดฟ์ที่จริงจังแล้ว มักจะใช้อุปกรณ์ของฟรีไดฟ์ที่มีการออกแบบบางอย่างให้เหมาะกับกิจกรรมโดยเฉพาะ เช่น หน้ากาก low-volume และตีนกบใบยาว
  • ความผ่อนคลาย มีสติ ไม่ตื่นเต้นตกใจ เคลื่อนไหวน้อย ให้ได้ประสิทธิภาพมากที่สุด เป็นสิ่งที่มีประโยชน์มากสำหรับการทำกิจกรรมทั้งสองอย่างนี้
  • ได้พบเพื่อนใหม่ที่มีหัวใจเดียวกัน จะเป็นหัวใจรักท้องทะเล รักสัตว์ใต้ทะเล หรือจะรักกิจกรรมที่ท้าทายก็ได้ ทั้งฟรีไดฟ์และสคูบ้าจะพาคุณไปพบกับเพื่อนใหม่อีกกลุ่มนึง ไม่ต้องกลัวว่ามาเรียนคนเดียวแล้วจะเหงาเลยนะ
  • และสุดท้าย กิจกรรมทั้งสองอย่างนี้จะพาคุณไปรู้จักกับโลกอีกครึ่งใบที่น้อยคนจะมีโอกาสลงไปสัมผัส

สิ่งที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ในขณะเดียวกัน สองกิจกรรมนี้ก็มีจุดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งคุณควรคิดทบทวนดีๆ ว่าที่จริงแล้วคุณจะชอบแบบไหน สนุกกับกิจกรรมใดมากกว่ากัน อาทิเช่น

  • ฟรีไดฟ์ ต้องกลั้นหายใจตลอดเวลาที่อยู่ใต้น้ำ … ส่วนสคูบ้า ห้ามกลั้นหายใจตลอดเวลา
  • ฟรีไดฟ์ ไม่ปล่อยฟองอากาศออกมารบกวนสัตว์ทะเล ช่วยให้คุณเข้าใกล้พวกเขาได้มากกว่าสคูบ้า
  • ฟรีไดฟ์ไม่ต้องเสี่ยงกับการดูดซึมไนโตรเจนเข้าสู่เนื้อเยื่ออันนำไปสู่อาการ decompression sickness (DCS) ที่อันตรายถึงชีวิต นักดำน้ำฟรีไดฟ์จะเคลื่อนที่ขึ้นที่ตื้นเร็วเท่าไหร่ก็ได้ ส่วนนักดำน้ำสคูบ้าต้องระวังการขึ้นที่ตื้นอย่างรวดเร็ว (ที่จริง DCS มีโอกาสเกิดกับนักดำน้ำฟรีไดฟ์แบบมืออาชีพหรือระดับแข่งขัน แต่สำหรับพวกเราที่ดำแบบสันทนาการมากกว่า จะถือว่าไม่มีโอกาสเกิดเลยก็ว่าได้)
  • ฟรีไดฟ์ไม่ต้องเสี่ยงกับอาการปอดฉีก (lung overexpansion) เพราะอากาศที่มีใช้ก็เพียงแค่ 1 ความจุปอดของเราเท่านั้น เอาลงไปเท่าไหร่ ขึ้นมาก็ไม่เกินนั้น ไม่เหมือนกับสคูบ้าที่ต้องระวังปอดฉีกเมื่อจะขึ้นสู่ที่ตื้นหรือผิวน้ำ
  • สำหรับนักเรียนฟรีไดฟ์ใหม่ที่มักจะพยายามลงสู่ความลึกด้วยความรวดเร็ว (กลัวลงลึกไม่ได้เพราะตัวลอย หรืออากาศไม่พอ) จะเสี่ยงกับอาการบาดเจ็บในช่องหูหรือโพรงไซนัสมากกว่านักเรียนสคูบ้า เพราะอาจเคลียร์หูไม่ทัน ส่วนนักเรียนสคูบ้าจะถูกสอนให้ลงสู่ความลึกช้าๆ และเคลียร์หูบ่อยๆ
  • ฟรีไดฟ์ใช้อุปกรณ์ไม่มากนัก หรือแม้แต่ไม่มีอุปกรณ์เลย ก็ยังดำฟรีไดฟ์ได้ … ส่วนสคูบ้า ต้องมีอุปกรณ์มากมายและมีความสำคัญเกือบจะทุกชิ้นเลยทีเดียว (อย่างไรก็ตาม เรื่องค่าใช้จ่าย ใครจะสูงกว่าใคร เป็นเรื่องที่ต้องลองศึกษากันอีกที)
  • การดำฟรีไดฟ์ คุณจะอยู่ใต้น้ำได้เพียงไม่กี่นาที มีเวลาชื่นชมธรรมชาติได้ไม่มากนัก … ส่วนนักดำน้ำสคูบ้าจะดำน้ำได้ราว 40-70 นาทีต่อถังอากาศ 1 ถัง
  • เมื่อเทียบกับคนที่เรียนดำน้ำฟรีไดฟ์ทั้งหมด มีเพียงไม่ถึง 1 ใน 5 ที่สามารถผ่านสู่ความลึก 10 เมตรได้ในการออกทะเลครั้งแรก ในขณะที่คนที่เรียนสคูบ้ามากกว่า 9 ใน 10 คนสามารถเรียนจนถึงออกทะเลจบคอร์สแรกได้ ดังนั้น จำนวนนักดำน้ำฟรีไดฟ์ที่จะได้ลงไปชื่นชมธรรมชาติใต้น้ำที่ลึกกว่า 7-8 เมตรจึงมีน้อยกว่านักดำน้ำสคูบ้ามาก
  • ฟรีไดฟ์จะทำให้คุณได้พัฒนาทักษะและสมรรถภาพหลายด้านทั้งร่างกายและจิตใจ เพื่อการอยู่ใต้น้ำได้นานขึ้น หรือลึกขึ้น หรือทั้งสองอย่าง ในขณะที่อุปกรณ์มากมายของการดำน้ำสคูบ้าจะช่วยให้คุณไม่ต้องพัฒนาสมรรถภาพอะไรมากนัก (ที่จริงก็มีบ้างนะ แต่ไม่เข้มข้นมาก)

Umberto Pelizzari นักดำน้ำแชมป์โลกคนหนึ่ง เคยกล่าวไว้ว่า

“The scuba diver dives to look around. The freediver dives to look inside.”

ฟรีไดฟ์และสคูบ้า 2 กิจกรรมที่เสริมกันและกัน

ความแตกต่างในบางเรื่องอย่างสิ้นเชิง ไม่ได้หมายความว่า ทั้ง 2 กิจกรรมจะเป็นตัวเลือกที่ให้คุณเลือกทำได้เพียงอย่างเดียว ที่จริงแล้วทักษะที่ได้จากกิจกรรมหนึ่งกลับมาช่วยให้คุณทำอีกกิจกรรมหนึ่งได้ง่ายขึ้น เรียนรู้ได้เร็วขึ้นด้วย

โดยส่วนใหญ่ นักดำน้ำสคูบ้าจะพบว่า ตนเองสามารถเรียนดำฟรีไดฟ์ได้ง่ายและรวดเร็วกว่าคนที่เรียนฟรีไดฟ์โดยไม่เคยดำน้ำลึกมาก่อน ด้วยความคุ้นเคยกับใต้น้ำที่ความลึกมาก ความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมใต้ทะเล เช่น คลื่นผิวน้ำ (wave) และคลื่นใต้น้ำ (surge) หรือความขุ่นใสของทะเล และนักดำน้ำก็มีทักษะการใช้หน้ากากและตีนกบ รวมถึงมีทักษะที่สำคัญมากนั่นคือการเคลียร์หู (ear equalization) เพื่อลงสู่ความลึก มาก่อนแล้ว

ส่วนใครที่เรียนฟรีไดฟ์มาก่อน เมื่อมาเรียนสคูบ้าต่อ ก็จะพบว่า ตนเองมีทักษะการตีฟินที่ได้ประสิทธิภาพ ทั้งยังมีท่วงท่าสวยงามเป็นเลิศ รวมถึงการใช้อากาศก็คงจะประหยัดมาก เพราะแต่ก่อนนั้นต้องอยู่ใต้น้ำให้ได้นานที่สุดด้วยลมหายใจเดียว และถ้าผ่านการสอบฟรีไดฟ์ในทะเลมาแล้ว แสดงว่าคุณสามารถเคลียร์หูได้อย่างสบายแน่นอน เพราะนักดำฟรีไดฟ์มักจะต้องลงสู่ความลึกอย่างรวดเร็ว จึงต้องเคลียร์หูได้ทันเวลาด้วย

ดำน้ำแบบไหน เริ่มต้นง่ายกว่ากัน?

เป็นคำถามที่ผู้สนใจจะเรียนดำน้ำหลายคนอาจตั้งคำถามก่อนตัดสินใจเรียน ซึ่งหากถามคนที่เคยเรียนดำน้ำทั้งสองอย่างมาแล้ว คำตอบที่ได้อาจแตกต่างกันไปตามความเห็นหรือประสบการณ์ของแต่ละคน แต่ผมคิดว่ามีข้อเท็จจริงบางประการที่พอจะช่วยให้ได้คำตอบที่เหมาะสมโดยเฉลี่ยหรือโดยสถิติได้ ได้แก่

  1. การดำน้ำแบบสคูบ้า ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้มนุษย์ลงไปอยู่ใต้น้ำได้โดยง่ายและได้นานที่สุด เพื่อชื่นชมธรรมชาติใต้น้ำ ส่วนการดำน้ำฟรีไดฟ์เป็นกีฬาที่ท้าทายความสามารถของมนุษย์ในการอยู่ใต้น้ำให้ได้ลึกที่สุดหรือนานที่สุด โดยใช้อุปกรณ์น้อยที่สุด
  2. ด้วยอุปกรณ์ดำน้ำแบบสคูบ้า (scuba equipment) ที่ง่ายต่อการใช้งาน ทำให้การฝึกแต่ละทักษะเป็นไปอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาฝึกไม่นานก็สามารถลงน้ำลึกได้อย่างปลอดภัยพอสมควร ส่วนการดำน้ำฟรีไดฟ์ เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นการปรับเปลียนพฤติกรรมจากปกติ แม้หลักสูตรที่มีในปัจจุบันของทุกสถาบันจะออกแบบขั้นตอนการฝึกทักษะให้เรียงตามลำดับการเรียนรู้ที่ควรจะเป็นแล้ว ก็ยังต้องใช้เวลาในการฝึกฝนแต่ละทักษะนานพอสมควร ถ้ามีการเร่งรีบให้ได้โดยเร็วหรือผิดพลาดในการสื่อสารเนื้อหาที่เรียน ก็อาจทำให้เกิดอาการบาดเจ็บได้ ตัวอย่างเช่น ทักษะการปรับสมดุลความดันในหูและในหน้ากาก เป็นต้น
  3. ถ้าเราดูที่ตัวอุปกรณ์แต่ละอย่าง จะพบว่าอุปกรณ์ดำน้ำฟรีไดฟ์สร้างความแตกต่างจากพฤติกรรมปกติมากกว่าอุปกรณ์สคูบ้า เช่น ฟินหรือตีนกบของฟรีไดฟ์จะยาวกว่าของสคูบ้า ทั้งเกะกะกว่า และกินน้ำมากกว่าจึงต้องใช้แรงมากกว่า หน้ากากดำน้ำแบบสคูบ้าเลือกได้หลากหลาย ส่วนหน้ากากดำฟรีไดฟ์ต้องใช้แบบ low volume จะดีต่อการอยู่ใต้น้ำได้นานกว่ามาก เป็นต้น สะท้อนว่าการดำน้ำฟรีไดฟ์ต้องใช้เวลาในการฝึกทักษะหรือปรับตัวให้เข้ากับอุปกรณ์มากกว่าการดำน้ำสคูบ้า
  4. อย่างไรก็ตาม เนื้อหาทางทฤษฎีของหลักสูตรฟรีไดฟ์จะมีปริมาณน้อยกว่าหลักสูตรสคูบ้าพอสมควร เนื่องจาก มีอุปกรณ์ที่ต้องใช้น้อยกว่า มีโอกาสได้ปฏิสัมพันธ์กับสัตว์ทะเลไม่มาก และต้องเลือกจุดำน้ำที่มีคลื่น ลม กระแสน้ำ น้อยที่สุด ฯลฯ ทำให้ไม่ต้องเรียนทฤษฎีในหลายเรื่อง และให้เวลากับการฝึกฝนพัฒนาสมรรถภาพในตัวเองได้มากกว่า

 

แต่ไม่ว่าจะมีความแตกต่างกันอย่างไร ยากง่ายกว่ากันเพียงไหน ทั้ง 2 อย่างนี้ก็นับเป็นกิจกรรมที่ท้าทายความสามารถของมนุษย์ไม่มากก็น้อย ผู้คนที่มีโอกาสได้ลงไปสัมผัสกับทิวทัศน์ใต้ท้องทะเล หรือสัมผัสกับความรู้สึกของตัวเอง เมื่อได้อยู่ ณ ที่นั้นแล้ว น้อยคนที่จะเกลียดกลัว ต่อต้าน หรือไม่ต้องการกลับไปหาอีก ส่วนใหญ่จะพบว่าตนเองได้เผลอใจหลงใหลไปกับการดำดิ่งลงสู่ความลึกเสียแล้ว อยากกลับไปเยี่ยมเยือนเพื่อนๆ สัตว์ทะเลอยู่เสมอๆ และรักทะเลขึ้นอีกมากมายเลยทีเดียว

ถ้าคุณไม่กลัวจะเผลอใจไปหลงใหลกับกิจกรรมแบบนี้ ก็ลองทบทวนหัวใจตัวเองดูอีกครั้ง แล้วไปสมัครเรียนดำน้ำในแบบที่คุณชอบกันนะครับ

อ่านเพิ่มเติม