เหนื่อยง่าย ปอดไม่ฟิต เรียนดำน้ำรอดมั้ย! ไขข้อข้องใจเรื่องการดำน้ำ Scuba ไม่ใช่ความอึด แต่คือจังหวะการหายใจ

หลายคนที่อยากเรียนดำน้ำ แต่ยังติดที่ความกังวลหลายอย่างจนไม่กล้าเริ่มสักที… ถ้าหนึ่งในนั้นคือ เรื่องปอด อาจเพราะเป็นคนเหนื่อยง่าย หรือปอดไม่แข็งแรง ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย จะไปเรียนดำน้ำลึกได้ไหม จะดำน้ำได้จริงๆ หรือเปล่า? เรามาหาคำตอบกัน…

ปอด คืออวัยวะสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับการหายใจ และแน่นอนว่าต้องเกี่ยวกับการดำน้ำ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลเสมอไป หากคุณดำน้ำตื้น หรือดำฟรีไดฟ์ วิธีเดียวที่คุณจะอยู่ในน้ำได้นานที่สุดคือการ กลั้นหายใจ แต่เมื่อไหร่ที่คุณอยากเรียนดำน้ำลึก (Scuba) การกลั้นหายใจกลับกลายเป็นสิ่งต้องห้ามโดยเด็ดขาด…

กฎข้อแรกของการดำน้ำลึก ที่คุณต้องรู้ คือ ห้ามกลั้นหายใจ แต่คุณต้อง หายใจให้ได้ แล้วทุกอย่างจะราบรื่น นั่นเป็นเพราะว่า การดำน้ำลึก คือการอยู่ใต้น้ำโดยใช้อุปกรณ์ช่วยในการหายใจ ซึ่งความท้าทายของนักดำน้ำมือใหม่ส่วนใหญ่คือ การเรียนรู้ที่จะหายใจทางปากด้วยอุปกรณ์ดำน้ำ ซึ่งตรงข้ามกับความเคยชินตามสัญชาตญาณที่เราจะหายใจทางจมูก

การดำน้ำลึก จึงไม่ได้วัดกันที่ใครปอดเหล็กหรือใครอึดกว่ากัน แต่วัดกันที่ “ใครหายใจเป็นจังหวะมากกว่ากัน” คนที่ฟิตร่างกาย ปอดแข็งแรง แต่ควบคุมการหายใจไม่เก่ง หายใจถี่สั้น อาจจะใช้อากาศหมดถังไวกว่าคนที่ร่างกายธรรมดาแต่รู้จักควบคุมลมหายใจให้ยาว ช้า และสม่ำเสมอด้วยซ้ำไป

ยิ่งหายใจช้า… อากาศยิ่งเหลือ

เมื่อเราลงไปใต้ผิวน้ำ ร่างกายเราจะอยู่ภายใต้แรงดันมหาศาลของน้ำที่เพิ่มขึ้นตามความลึก ลองจินตนาการง่ายๆ ว่า ลมหายใจเข้า 1 ครั้งของเราที่ระดับความลึก 10 เมตร จะใช้ปริมาณอากาศมากกว่าบนบกถึง 2 เท่า
ดังนั้น หากเราตื่นเต้น หายใจถี่และสั้น อากาศจะถูกดึงออกจากถังอย่างรวดเร็ว และอากาศส่วนใหญ่จะค้างอยู่แค่บริเวณก้านปอด ไม่ได้เข้าไปแลกเปลี่ยนออกซิเจนในถุงลมอย่างเต็มที่ ผลคือปอดรู้สึกเหมือนอากาศไม่พอ จนส่งสัญญาณให้เราเร่งหายใจเร็วขึ้นไปอีก ทำให้เกิดความเหนื่อยและอากาศหมดไว

การหายใจเข้าลึกๆ และถอนหายใจออกช้าๆ ใต้น้ำ จะช่วยอะไร

1. อากาศเข้าไปถึงถุงลมปอดชั้นใน เกิดการแลกเปลี่ยนออกซิเจนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. อัตราการเต้นของหัวใจช้าลง ร่างกายผ่อนคลาย ไม่สร้างกรดแลกติกที่ทำให้เมื่อยล้า
3. ประหยัดอากาศในถังอย่างเห็นได้ชัด ทำให้เราอยู่ใต้น้ำได้นานและมีความสุขกับบรรยากาศรอบตัวมากขึ้น
4 เทคนิคบริหารปอดเองที่บ้าน ให้พร้อมก่อนลงใต้ทะเล
แม้จะไม่ต้องฟิตระดับนักกีฬา แต่การเตรียมปอดและระบบหายใจให้พร้อมไว้ล่วงหน้า จะช่วยลดความประหม่า และทำให้การเรียนดำน้ำวันแรกของคุณราบรื่นขึ้นอย่างมาก ด้วย 4 วิธีง่ายๆ ดังนี้ค่ะ

1. ฝึกหายใจด้วยกะบังลม

คนส่วนใหญ่มักหายใจด้วยอก (หน้าอกยกขึ้น-ลง) ซึ่งได้ปริมาตรอากาศน้อย ลองเปลี่ยนมาฝึกหายใจด้วยท้อง
– นั่งหรือนอนในท่าสบาย วางมือข้างหนึ่งไว้ที่หน้าอก อีกข้างไว้ที่ท้อง
– สูดลมหายใจเข้าทางจมูกช้าๆ ให้ลมลงไปดันให้ “ท้องพอง” โดยที่หน้าอกขยับน้อยที่สุด
– ค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกทางปากช้าๆ ให้ “ท้องยุบ” (ใช้อัตราส่วน เข้า 4 วินาที – ออก 6 วินาที)
– ฝึกวันละ 10-15 นาที จะช่วยเพิ่มความจุปอดและฝึกระบบประสาทให้ผ่อนคลาย

2. คาร์ดิโอแบบเบาๆ แต่สม่ำเสมอ

ไม่จำเป็นต้องไปวิ่งมินิมาราธอน แค่เลือกกิจกรรมคาร์ดิโอความเข้มข้นปานกลางที่ทำได้ต่อเนื่อง เช่น การเดินเร็ว ปั่นจักรยาน หรือการว่ายน้ำ สัปดาห์ละ 3-4 วัน วันละ 30 นาที กิจกรรมเหล่านี้จะช่วยฝึกให้หัวใจและปอดทำงานประสานกันได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่รบกวนข้อต่อ

3. เล่นโยคะ หรือการยืดเหยียดลำตัว

ท่าโยคะหลายท่าเน้นการเปิดอกและยืดเหยียดกล้ามเนื้อชายโครง ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อที่ช่วยขยายขอบเขตของปอด การยืดเหยียดส่วนนี้อย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้ปอดสามารถขยายตัวรับอากาศได้เต็มที่มากขึ้น

4. ฝึกการควบคุมสมาธิและลมหายใจ

ความเหนื่อยใต้น้ำมักมาจาก “ความตกใจ” หรือ “ความวิตกกังวล” การฝึกนั่งสมาธิหรือกำหนดลมหายใจเข้า-ออกสั้นๆ ก่อนนอน จะช่วยให้คุณควบคุมสติได้ดีเมื่อเจอสถานการณ์ไม่คาดคิดใต้น้ำ เพราะเมื่อจิตใจสงบ ลมหายใจก็จะสงบตาม

ถ้าคุณเป็นคนเหนื่อยง่าย… คุณเรียนดำน้ำได้แน่นอน แค่ฝึกปรับจังหวะลมหายใจล่วงหน้าสักนิด และเปลี่ยนความคิดจากการ “เกร็งเพื่ออึด” มาเป็น “ผ่อนคลายเพื่อหายใจ” ในคอร์สเรียนดำน้ำจะสอนให้คุณฝึกหายใจด้วยเรกูเลเตอร์ที่เชื่อมต่อกับถังออกซิเจน ซึ่งในตอนแรกทุกคนอาจรู้สึกไม่เป็นธรรมชาติ แต่ในที่สุดร่างกายก็จะปรับตัวได้ แล้วคุณจะพบว่าโลกใต้น้ำนั้นผ่อนคลายและไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดเลยค่ะ