เที่ยวเมืองดูมาเกเต (Dumaguete)

หากพูดถึงแผ่นดินที่มีรูปร่างคล้ายรองเท้าบู๊ต นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่คงจะนึกถึงประเทศอิตาลี ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของทวีปยุโรป เราขอแนะนำว่ายังมี “รองเท้าบู๊ต” อีกข้างอยู่ในทวีปเอเชีย นั่นคือ เกาะเนโกรส (Negros Island) ที่อยู่ทางตอนกลางของประเทศฟิลิปปินส์ ที่นี่มีจุดดำน้ำที่น่าสนใจอย่างแนวชายฝั่งทะเลที่ทอดยาวตั้งแต่เทศบาลเมืองดาวอิน (Dauin) ไปจนถึงเทศบาลเมืองซัมบวนกีตา (Zamboanguita) และเกาะอะโป (Apo Island) ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวงของจังหวัด Negros Oriental (ทางฝั่งตะวันออกของเกาะเนโกรส) ชื่อ ดูมาเกเต (Dumaguete) ที่ตั้งอยู่ตรงนิ้วโป้งของรองเท้าบูตข้างนี้พอดิบพอดี

ด้วยเหตุที่เมืองดูมาเกเตเป็นจุดเชื่อมต่อไปยังแหล่งดำน้ำที่กล่าวมาข้างต้น ไม่ว่าคุณจะเดินทางจากประเทศไทยเข้าประเทศฟิลิปปินส์ทางกรุงมะนิลา (Manila) หรือทางเมืองเซบู (Cebu) คุณจะต้องจับเที่ยวบินโดยสารภายในประเทศ (ซึ่งให้บริการทุกวัน โดยสายการบิน Philippine Airlines หรือสายการบินโลว์คอสต์ Cebu Pacific Air และ Cebgo ) หรือนั่งเรือเฟอร์รี่ข้ามฟากจากปลายเกาะเซบู ต่อมายังเมืองนี้ สนามบินของดูมาเกเต (DGT) มีชื่อว่า ซีบูลัน (Sibulan Airport) ไม่ต้องตกใจว่าเครื่องบินหรือรถพาคุณไปส่งผิดสนามบินหรือเปล่า มันตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองซีบูลัน ห่างจากเมืองดูมาเกเตไปทางเหนือไม่กี่เมตรเท่านั้น

Sibulan-Dumaguete Airport
Sibulan-Dumaguete Airport (by Leo VI [CC BY-SA 3.0])

…มิใช่เพียงแค่ทางผ่าน

ที่นี่มีประชากรกว่า 1 แสน 3 หมื่นคน (อ้างอิงจากข้อมูลปี ค.ศ. 2015) ซึ่งนับว่าหนาแน่นที่สุดในจังหวัด โดยถูกขนานนามว่าเป็น “นครแห่งสุภาพชน” นอกเหนือไปจากที่ถูกเรียกว่าเป็น “เมืองมหาวิทยาลัย” เนื่องจากมีมหาวิทยาลัยถึง 4 แห่ง และวิทยาลัยอีกเป็นจำนวนมาก นักเรียนจากจังหวัดหรือเมืองที่อยู่ใกล้เคียงในหมู่เกาะวิซายัส (Visayas) และมินดาเนา (Mindanao) ต่างหมายมุ่งที่จะมาสมัครเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาที่นี่ มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ มหาวิทยาลัยซิลลีมัน (Silliman University) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยโปรเตสแตนต์แห่งแรกของฟิลิปปินส์ และเป็นมหาวิทยาลัยอเมริกันแห่งแรกในเอเชียด้วย

Silliman Hall, Dumaguete City
Silliman Hall, Dumaguete City (by Joelaldor [CC BY-SA 4.0])
นอกจากแหล่งท่องเที่ยวทางทะเล เมืองดูมาเกเตยังมีสถานที่ที่นักเดินทางนิยมไปเยือนอีกมากมาย ทั้งในตัวเมืองและบริเวณใกล้เคียง อาทิ

ทะเลสาบแฝดบาลินซาซาเยา (Balinsasayao) และดาเนา (Danao)

เป็นทะเลสาบน้ำจืดที่อยู่บนปล่องภูเขาไฟ คุณสามารถนั่งรถบัสไปลงทางแยกที่จะไปยังทะเลสาบแฝด ซึ่งอยู่ใกล้กับเมืองซีบูลัน ก่อนจะต่อมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่เรียกว่า “ฮาบัล ฮาบัล” (habal habal) ขึ้นเขาไปยังทะเลสาบ โดยใช้เวลาประมาณ 30-45 นาที ส่วนรถยนต์สี่ล้อประเภทอื่น ๆ สามารถไต่เขาขึ้นไปได้เช่นกัน แต่คนขับควรชำนาญทางจึงจะปลอดภัยกว่า ทะเลสาบแห่งนี้มีสถานะเป็นอุทยาน (Balinsasayao Twin Lakes Nature Park) มีการเก็บค่าบำรุงสถานที่ สำหรับชาวต่างชาติ (ไม่ใช่ฟิลิปีโน) จะต้องเสียค่าเข้าคนละ Php 100 ส่วนเด็กไม่เกิน 7 ขวบเข้าฟรี บรรยากาศที่นั่นเงียบสงบเหมาะแก่การพักผ่อนสูดอากาศบริสุทธิ์เป็นอย่างยิ่ง หากคุณไม่อยากนั่งเงียบ ๆ ฟังเสียงจากธรรมชาติ ก็อาจจะเลือกทำกิจกรรมอื่น ๆ เช่น นั่งเรือล่องทะเลสาบบาลินซาซาเยา (ค่าใช้จ่ายประมาณ Php 250 ต่อชั่วโมง นั่งได้ 1-7 คน) หรือพายเรือคายัก (Php 150 ต่อชั่วโมง) หรือจ้างไกด์นำเดินป่าเส้นทางศึกษาธรรมชาติ (มีน้ำตกเล็ก ๆ ซ่อนอยู่) ถ้าอยากจะตกปลาหรือกางเต้นท์ค้างคืนที่นั่น คุณจะต้องเตรียมอุปกรณ์ไปเอง เพราะไม่มีให้เช่า แต่มีร้านอาหารให้บริการมื้อกลางวัน หากคุณไม่ได้เตรียมตะกร้าปิกนิกไป

น้ำตกปูลังบาโต (Pulangbato Falls) หรือ หุบเขาแม่น้ำแดง (Red River Valley)

ซึ่งเรียกตามลักษณะของน้ำตกที่ไหลผ่านหินสีแดง คำว่า ‘Pula’ ในภาษาพื้นเมืองหมายถึง “สีแดง” ส่วนคำว่า ‘Bato’ นั้นแปลว่า “หิน” น้ำตกเล็ก ๆ แห่งนี้อยู่ในเขตเทศบาลเมืองวาเลนเซีย (Valencia) ระหว่างทางไปยังน้ำตก คุณจะเห็นภูเขาพ่นควันหนาออกมาตลอดเวลา ควันนั้นคือกำมะถัน (Sulfur) แม้มันจะลอยตัวขึ้นสูง แต่ยังส่งกลิ่นเหม็นฉุนไปทั่ว ทางเดินเข้าสู่ตัวน้ำตกค่อนข้างสะดวก ลองเข้าไปวักน้ำเย็น ๆ ลูบแขนขาอาจทำให้คุณสดชื่นขึ้นในทันใด ในบางช่วงเวลา แอ่งน้ำเล็ก ๆ ที่รองรับน้ำตกอาจเป็นสีน้ำตาลขุ่น แต่นั่นก็มิได้ลดทอนความงามของน้ำตกแห่งนี้ อย่างไรก็ดี หากเป็นฤดูแล้ง น้ำจะน้อย ควรสอบถามคนในพื้นที่ก่อน จะได้ไม่ผิดหวัง ที่นี่เก็บค่าเข้าชมคนละ Php 25

น้ำตกคาซาโรโร (Casaroro Falls)

แม้น้ำตกแห่งนี้จะไม่ติดอันดับ Top Attractions ของเมืองดูมาเกเต ใน Tripadvisor.com เนื่องจากเส้นทางอาจจะไม่เหมาะกับสายชิล แต่บอกได้เลยว่าคุ้มค่าเหนื่อย ทางเข้าช่วงต้นเป็นบันไดปูนแคบ ๆ ให้เดินลงไปยังธารน้ำตก พอถึงตัวลำธารก็จะต้องปีนป่ายไปตามหินก้อนใหญ่ย้อนขึ้นไปจนพบกับตัวน้ำตกที่ไหลจากหน้าผาซึ่งมีความสูงไม่ต่ำกว่า 30 เมตร ลงสู่แอ่งน้ำสีเขียวใสเบื้องล่าง มันเป็นภาพที่สวยงามมากจริง ๆ

ภูเขาทาลินิส (Mount Talinis)

สถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งที่ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองวาเลนเซีย เหมาะสำหรับผู้ที่มีใจรักในการปีนเขาและตั้งแคมป์ โดยใช้เวลาปีนขึ้น 4 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย (ขึ้นอยู่กับเส้นทาง) ในการพิชิตยอดของภูเขาลูกนี้ ดังนั้นคุณจะต้องเตรียมร่างกายและอุปกรณ์มาเพื่อจะไปปีนเขาจริง ๆ เนื่องจากทางชัน เต็มไปด้วยรากไม้ และจะเละเป็นโคลนลื่น ๆ หากฝนตก ถ้าจะตั้งแคมป์ข้างบนนั้น ควรเตรียมรับมือกับสภาพอากาศหนาวเย็นอย่างมากด้วย แม้จุดที่ตั้งแคมป์ตรงทะเลสาบจะสูงประมาณ 1,500 เมตรเศษ ๆ จากระดับน้ำทะเล แต่มีลมแรง ภูเขาทาลินิสนี้สูงเป็นลำดับ 2 รองจากภูเขาคันลาโอน (Mount Kanlaon) ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ยังมีพลังในการปะทุอยู่

หากคุณไม่นิยมท่องเที่ยวแนวผจญภัยหรือสมบุกสมบัน ก็ยังมีทางเลือกอีกมาก เช่น

มหาวิทยาลัยซิลลีมัน (Silliman University) และพิพิธภัณฑ์มานุษยวิทยา

วิทยาเขตแห่งนี้เป็นสถานที่ที่สะท้อนให้เห็นว่าเมืองดูมาเกเตได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมอื่นอย่างชัดเจน เพราะมันเป็นการผสมผสานระหว่างอเมริกันโคโลเนียลกับฟิลิปีโนสมัยใหม่ โดยคณะมิชชันนารีอเมริกันเป็นผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยในปี ค.ศ. 1901 เพื่อเป็นโรงเรียนประถมศึกษาสำหรับเด็กชายล้วน จนกระทั่งได้รับรองสถานะเป็นมหาวิทยาลัยในปี ค.ศ. 1938 หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่นานนักจึงมีการเปลี่ยนแปลงคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยจากชาวอเมริกันเป็นฟิลิปีโน ในส่วนของพิพิธภัณฑ์นั้นจัดแสดงสิ่งที่หลงเหลือจากวัฒนธรรมฟิลิปีโนโบราณ ไม่ว่าจะเป็นพรม เครื่องเคลือบดินเผา หรืออาวุธ บางชิ้นมีอายุถึง 200 ปีก่อนคริสตกาล อย่างไรก็ดี พิพิธภัณฑ์จะปิดช่วงพักกลางวัน 2-3 ชั่วโมง หากคุณต้องการไปเยี่ยมชม ควรโทรสอบถามเวลาเปิดทำการก่อน

ถนนรีซัล (Rizal Boulevard)

เป็นถนนเลียบชายทะเล ซึ่งตั้งชื่อตาม ดร. โฆเซ่ รีซัล วีรบุรุษผู้ต่อสู้เรียกร้องเอกราชจากสเปน จนถูกจับกุมด้วยข้อหาปลุกระดม ก่อนถูกนำตัวไปประหารชีวิต ในขณะที่มีอายุเพียง 35 ปี นอกจากจะไปซึมซับกับประวัติศาสตร์ของฟิลิปปินส์ คุณอาจจะตื่นแต่เช้าตรู่ไปนั่งรอดูพระอาทิตย์ขึ้น มองเรือเข้าเทียบท่าและออกจากท่าเรือที่อยู่ใกล้ ๆ มีร้านอาหารร้านค้ารวมถึงบาร์หรือไนต์คลับเรียงรายอยู่อีกด้านหนึ่งของถนน ในบางเทศกาลหรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ ก็จะมีขบวนพาเหรดและการแสดงดนตรีสดที่ผู้คนสามารถไปสนุกกันได้ทั้งครอบครัว

วิหารเซนต์แคทเธอรีนแห่งอเล็กซานเดรีย (St Catherine of Alexandria Cathedral)

คนดูมาเกเตจะเรียกที่นี่ว่า วิหารดูมาเกเต ฐานรากเดิมของวิหารถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1754 และใช้เวลา 22 ปี กว่าจะเสร็จสิ้น ก่อนจะถูกบูรณะในปี ค.ศ. 1885 และมีการต่อเติมด้านหน้าของวิหารอีกครั้งในปี ค.ศ. 1936 ทางด้านซ้ายสุดของวิหารเป็นที่ตั้งของ 1 ใน 4 หอระฆังดั้งเดิม ที่เรียกว่า คัมปานาริโอ เดอ ดูมาเกเต (Campanario de Dumaguete) ซึ่งครั้งหนึ่งเคยใช้เตือนภัยชาวเมืองจากผู้รุกราน นอกจากชาวบ้านผู้เลื่อมใสศรัทธาที่ไปยังวิหารแห่งนี้เป็นประจำแล้ว ยังมีผู้คนจากทั่วสารทิศมาเยือนวิหารแห่งนี้กันอย่างเนืองแน่น แม้ในวันที่ไม่มีพิธีมิสซา

หอระฆังเก่าแก่ (Belfry)

หนึ่งในแลนด์มาร์กที่อยู่คู่เมืองดูมาเกเตมากว่า 200 ปี ซึ่งถือว่าเก่าแก่ที่สุดในบรรดาหอระฆังที่มีบนหมู่เกาะวิซายัส หอระฆังแห่งนี้เคยใช้เตือนภัยแก่ชาวเมืองให้เตรียมตัวหรือหาทางหนี เมื่อมีโจรสลัดกำลังจะบุกเข้ามา จะได้ไม่ถูกแย่งชิงทรัพย์สินและถูกจับไปเป็นขายเป็นทาส หากผ่านมาที่นี่ในยามเย็น คุณจะมีโอกาสได้ถ่ายรูปหอระฆังโดยมีพระอาทิตย์ที่กำลังตกเป็นฉากหลัง

ตลาดมาลาตาปาย (Malatapay Market)

นักท่องเที่ยวที่จะไปเกาะอะโป (Apo Island) จะต้องผ่านตลาดมาลาตาปายนี้ เพราะตั้งอยู่ตรงทางเข้าท่าเรือ แต่มันเป็นตลาดนัดที่นัดกันทุกวันพุธเท่านั้น นอกจากชาวบ้านจะนำอาหารสดอาหารแห้งและเครื่องใช้ในครัวเรือนมาขายแล้ว ยังมีการซื้อ-ขายสัตว์เพื่อเลี้ยงไว้ใช้งานหรือนำไปเชือดเป็นอาหารอีกด้วย

ลองชมคลิปพาเที่ยวธรรมชาติใกล้ๆ เมืองดูมาเกเต ที่นี่ได้เลย

และแม้ว่าที่เมืองดูมาเกเตจะไม่มีระบบขนส่งมวลชนระบบรางแบบเมืองใหญ่ แต่คุณก็สามารถเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ ได้ด้วยรถสาธารณะ เช่น สามล้อ (Pedicabs หรือ Tricycles หรือเรียกง่าย ๆ ว่า Trikes) ที่รับผู้โดยสารได้ประมาณ 4-6 คน นักท่องเที่ยวจะชอบนั่งสามล้อเที่ยวรอบเมือง แม้ว่าจริง ๆ แล้ว เดินเองจะเร็วกว่า เนื่องจากสภาพการจราจรติดขัด มีคำเตือนจากคนท้องถิ่นว่าให้ระวังพวกมาเฟียสามล้อที่อาจจะโก่งค่าโดยสาร หรือทิ้งผู้โดยสารไว้กลางทาง ตามปกติแล้วค่าโดยสารรถสามล้อจะเริ่มต้นที่ Php 8.00 สำหรับระยะ 1 กิโลเมตรแรก และกิโลเมตรถัด ๆ ไปจะเพิ่มอีกกิโลเมตรละ Php 0.50 (อย่าได้แปลกใจ หากเจอคนขับเอาลูกเมียตัวเองขึ้นรถไปพร้อมกับคุณ แล้วแวะส่งพวกเขาก่อน) นอกจากนี้ยังมีรถโดยสารคล้ายรถสองแถวที่เรียกว่า ‘จี๊ปนีย์’ (Jeepney) หรือหากจะเดินทางระหว่างเมืองบนเกาะเนโกรส ก็มีรถบัสปรับอากาศของบริษัท Ceres Bus คอยให้บริการด้วย

ดั่งสวรรค์ของคนวัยเกษียณ…

เมืองดูมาเกเตนั้นติดอันดับที่ 5 ในการจัดอันดับ “7 สถานที่ทั่วโลกที่ดีที่สุดสำหรับการใช้ชีวิตหลังเกษียณอายุ” โดยนิตยสารฟอร์บส์ (Forbes) เมื่อปี ค.ศ. 2014 (ในขณะที่จังหวัดเชียงใหม่ของประเทศไทยอยู่ในอันดับ 4 ของการจัดอันดับในปีนั้นด้วย) ด้วยคุณสมบัติดังนี้

  • เป็นเมืองที่ค่าครองชีพไม่สูง – เมื่อเทียบกับเมืองอื่น ๆ ในฟิลิปปินส์ และสามารถอยู่อาศัยได้โดยใช้เงินน้อยกว่า 1,500 เหรียญสหรัฐต่อเดือน
  • สภาพภูมิอากาศที่อุ่นสบาย – โดยอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดทั้งปี สูงสุด 30.7 และต่ำสุด 24.6 องศาเซลเซียส มีฝนตกชุกในช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนพฤศจิกายน ส่วนเดือนที่อากาศร้อนที่สุด คือเดือนเมษายนและเดือนพฤษภาคม
  • มีชาวต่างชาติเข้าไปพำนักอาศัยอยู่มาก – ทั้งที่ไปทำงาน เรียนหนังสือ หรือประกอบธุรกิจ
  • มีบริการดูแลด้านสุขภาพ – ด้วยเป็นที่ตั้งของโรงพยาบาลถึง 4 แห่ง ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ ซิลลิมัน เมดิคัล เซ็นเตอร์ (Silliman Medical Center) ที่ถือว่าเป็นโรงพยาบาลที่อยู่นอกเขตมหานครมะนิลาและมหานครเซบู ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของฟิลิปปินส์
  • มีชายหาดที่สวยงามหลายแห่ง – อย่างไรก็ดี หาดทรายเหล่านี้ไม่ได้มีสีขาวสะอาดตา แต่เป็นสีดำหรือสีเข้ม เนื่องจากอยู่ใกล้กับภูเขาไฟนั่นเอง

เราหวังว่าข้อมูลทั้งหมดนี้จะเป็นแนวทางให้คุณวางแผนการเดินทางไปท่องเที่ยวที่ดูมาเกเตได้ง่ายขึ้น และถ้าคุณไปดำน้ำลึกที่ใกล้ๆ เมืองดูมาเกเตนี้อยู่แล้ว จะลองไปเที่ยวชมน้ำตกและทะเลสาบแฝดระหว่างรอเวลา no-fly ก่อนบินกลับบ้านเรา ก็ได้นะ

แหล่งข้อมูล
ภาพจาก